สารเคมีอันตราย เรามักเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาด สารเคมีในอาหาร หรือแม้แต่สารเคมีที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

สำหรับองค์กรที่ต้องการรักษาความปลอดภัยและควบคุมความเสี่ยงในการใช้สารเคมีในกระบวนการการผลิต แม้ว่าการจัดการสารเคมีอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันสำคัญอย่างมาก เพราะสารเคมีที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้องอาจสร้างอันตรายและความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมได้ ตามกฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

ภาพที่ 1 : สารเคมีอันตราย

สารเคมีอันตราย หมายความว่า ธาตุ สารประกอบ หรือสารผสม ตามบัญชีรายชื่อที่อธิบดีประกาศกําหนด ซึ่งมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเส้นใย ฝุ่น ละออง ไอ หรือฟูม ที่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกัน

ข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย

ภาพที่ 2 : จัดทำบัญชีรายชื่อและข้อมูลความปลอดภัย

ข้อ 1 นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายในครอบครองต้อง

  1. จัดทำ บัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายพร้อมรายละเอียด ข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
  2. แจ้งต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่เริ่มมีสารเคมีอันตรายในครอบครอง
  3. ภายในเดือนมกราคมของทุกปี นายจ้างต้องแจ้งบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย และข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีที่มีอยู่ในครอบครองต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย

ภาพที่ 3 : แจ้งข้อมูลความปลอดภัย

ข้อ 2 นายจ้างต้อง

  1. แจ้งและอธิบายให้ลูกจ้างเข้าใจข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตรายที่อยู่ในครอบครอง
  2. ให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อความและเครื่องหมายที่ปรากฏใน เอกสาร คู่มือ ฉลาก ป้าย หรือข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
  3. ให้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

ข้อ 3 นายจ้างต้อง

  1. จัดให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายเข้าใจวิธีการทำงานที่ ถูกต้องและปลอดภัย
  2. มีมาตรการควบคุมให้ลูกจ้างปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ปลอดภัย
  3. จัดทำ คู่มือการปฏิบัติงานซึ่งต้องประกอบด้วย:
    • แนวปฏิบัติและขั้นตอนการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย
    • คำแนะนำลูกจ้างเกี่ยวกับการป้องกันอันตราย
    • ความหมายของข้อมูลบนฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัย

ข้อ 4 ลูกจ้างต้อง

  1. ปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ถูกต้องและปลอดภัยตาม คู่มือการปฏิบัติงานที่นายจ้างจัดทำ
  2. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ต้อง:
    • บรรเทาสถานการณ์เบื้องต้น
    • แจ้งหัวหน้างานทราบทันที

ฉลากและป้าย

ภาพที่ 4 : ปิดฉลากภาษาไทยไว้ที่ภาชนะ

ข้อ 5 นายจ้างต้องจัดให้มีฉลากภาษาไทยที่อ่านง่ายบนบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะสารเคมีอันตราย โดยต้องระบุข้อมูลสำคัญ โดยหากบรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็กเกินไป ต้องมีวิธีการแสดงข้อมูลที่ชัดเจนในบริเวณที่ทำงานด้วย เช่น

  1. ชื่อผลิตภัณฑ์ (product name)
  2. ชื่อสารเคมีอันตราย (hazardous substances)
  3. รูปสัญลักษณ์ (pictograms)
  4. คําสัญญาณ (signal words)
  5. ข้อความแสดงอันตราย (hazard statements)
  6. ข้อควรระวังหรือข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันอันตราย (precautionary statements)

ในกรณีที่ไม่สามารถปิดฉลากได้เนื่องจากขนาดหรือลักษณะของหีบห่อบรรจุภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตราย ให้นายจ้างกําหนดวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อแสดงให้ลูกจ้าง ได้รู้ถึงรายละเอียดของสารเคมีอันตราย ณ บริเวณที่มีการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายนั้น

ภาพที่ 5 : ติดตั้งป้ายห้าม หรือป้ายเตือน

ข้อ 6 นายจ้างต้องติดป้ายเตือนเกี่ยวกับการทำงานสารเคมีอันตรายในที่ทำงานให้ชัดเจน

ภาพที่ 6 : ติดป้ายประกาศ และมาตรการป้องกันสารเคมี

ข้อ 7 หากสารเคมีอันตรายต้องควบคุมพิเศษ นายจ้างต้องทำป้ายหรือประกาศข้อความเกี่ยวกับอันตรายและวิธีป้องกัน

ภาพที่ 7 : ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ บริเวณที่จัดเก็บสารเคมี

ข้อ 8 นายจ้างต้องติดป้ายข้อความ “ห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหาร หรือเก็บอาหาร” ในสถานที่ทำงานหรือที่เก็บสารเคมีอันตราย เพื่อป้องกันการฝ่าฝืน

การคุ้มครองความปลอดภั

ภาพที่ 8 : ลูกจ้างที่ทำงานกับสารเคมี

 ข้อ 9 ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องจัดให้มีสภาพและคุณลักษณะดังนี้

  1. สถานที่ต้องสะอาดและเรียบร้อย พื้นที่ต้องเรียบ สม่ำเสมอ ไม่ลื่น และไม่มีวัสดุเกะกะ
  2. มีระบบระบายอากาศที่สามารถเจือจางสารเคมีอันตรายหรือระบบที่ดูดอากาศเฉพาะที่พร้อมให้ออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5
  3. ระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสียต้องมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้สารเคมีอันตรายในอากาศเกินมาตรฐาน และป้องกันการแพร่กระจายอันตรายให้กับผู้อื่น

ภาพที่ 9 : จัดสถานที่และอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย

ข้อ 10 นายจ้างต้องจัดสถานที่และอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยตามรายการดังนี้

  1. ที่ล้างสารเคมีอันตรายในกรณีฉุกเฉิน เช่น ที่ล้างตาและฝักบัว
  2. ที่ล้างมือและล้างหน้า อย่างน้อย 1 ที่ต่อลูกจ้าง 15 คน
  3. ห้องอาบน้ำสำหรับการชำระล้างสารเคมีอันตรายไม่น้อยกว่า 1 ห้องต่อลูกจ้าง 15 คน
  4. อุปกรณ์และเวชภัณฑ์สำหรับการปฐมพยาบาลลูกจ้างที่ได้รับอันตรายจากสารเคมี
  5. อุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสมกับสารเคมีอันตราย
  6. ชุดทำงานเฉพาะสำหรับลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี และที่เก็บชุดทำงานใช้แล้วให้เหมาะสม

ภาพที่ 10 : การสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย

ข้อ 11 นายจ้างต้องจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามลักษณะอันตรายของสารเคมี เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของลูกจ้าง

ข้อ 12 ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายต้องใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย ส่วนบุคคล หากไม่ปฏิบัติ นายจ้างต้องสั่งให้หยุดทำงานจนกว่าจะสวมใส่อุปกรณ์

ข้อ 13 นายจ้างต้องดูแลสถานที่ทำงานและตรวจสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดเวลา

ข้อ 14 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดพักอาศัยในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายหรือที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย

ข้อ 15 หากมีการร้องเรียนหรือปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขโดยไม่ชักช้า หากพบผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัย

การเก็บรักษา การบรรจุ
และการถ่ายเทสารเคมีอันตราย

ข้อ 16 นายจ้างต้องจัดสถานที่เก็บสารเคมีอันตรายให้มีสภาพและคุณลักษณะดังนี้

  1. สามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 60 นาที (หากเป็นสารที่ทำปฏิกิริยารุนแรงหรือไวไฟต้องทนไฟได้ 180 นาที หรือ 90 นาทีหากมีระบบน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ)
  2. พื้นที่ต้องเรียบ ไม่ขรุขระ ไม่ลื่น และไม่ดูดซับสารเคมี และต้องดูแลรักษาความสะอาดพื้น
  3. ระยะห่างจากอาคารที่ลูกจ้างทำงานต้องปลอดภัยตามที่อธิบดีประกาศ
  4. มีทางเดินภายในและภายนอกที่กว้างพอสำหรับการใช้งานอุปกรณ์ดับเพลิง
  5. ต้องมีทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2 ทาง ใช้ประตูทนไฟ
  6. มีระบบระบายอากาศที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น
  7. มีมาตรการป้องกันอัคคีภัย เช่น ประกายไฟ เปลวไฟ
  8. ต้องมีการกั้นเขื่อนหรือสิ่งที่สามารถกักสารเคมีอันตรายและมีรางระบายสารเคมีที่รั่วไหล
  9. ต้องจัดทำรั้วล้อมรอบสถานที่เก็บสารเคมีอันตรายนอกอาคาร
  10. มีป้ายข้อความ “สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
  11. มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์อันตรายที่เห็นได้ชัดเจน
  12. ต้องมีแผนผังแสดงที่ตั้งของอุปกรณ์ดับเพลิง และอุปกรณ์ฉุกเฉิน

ข้อ 17 นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายจากสารเคมีอันตรายในสถานที่เก็บ และมาตรการเบื้องต้นในการแก้ไขเยียวยาอันตรายที่เกิดขึ้น

ข้อ 18 การจัดเก็บสารเคมีอันตรายให้นายจ้างปฏิบัติดังนี้

  1. เก็บสารเคมีตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศ
  2. จัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีและปริมาณทุกปี
  3. ระมัดระวังไม่ให้หีบห่อหรือวัสดุชำรุด
  4. มีมาตรการป้องกันอันตรายจากการขุดเจาะและมีเครื่องหมายแสดงตำแหน่งจัดเก็บให้ชัดเจนในกรณีที่เก็บใต้ดิน

ข้อ 19 นายจ้างต้องดำเนินการเกี่ยวกับหีบห่อ ภาชนะบรรจุสารเคมีอันตรายดังนี้

  1. ใช้วัสดุที่แข็งแรงและสามารถรองรับความดันได้
  2. ตรวจสอบและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
  3. ต้องไม่บรรจุสารเคมีเกินพิกัดที่กำหนด
  4. ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการชนหรือกระแทก
  5. ควบคุมไม่ให้หีบห่อเปิดทิ้งไว้

ภาพที่ 11 : สารเคมีที่มีคุณสมบัติไวไฟ ต้องตั้งห่างจากความร้อน

ข้อ 20 สารเคมีอันตรายที่ไวไฟหรือระเบิดได้ต้องห่างจากแหล่งความร้อนและแหล่งประกายไฟในระยะที่ปลอดภัย และมีฉนวนหุ้มรอบภาชนะหากจำเป็น

ภาพที่ 12 : หากถ่ายเทสารเคมี ต้องติดชื่อที่ภาชนะใหม่

ข้อ 21 การถ่ายเทสารเคมีต้องติดชื่อและสัญลักษณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนภาชนะที่บรรจุใหม่

ข้อ 22 หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุที่ใช้แล้วต้องเก็บในที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับชนิดของสารเคมีอันตราย

การขนถ่าย การเคลื่อนย้าย หรือการขนส่ง

ข้อ 23 นายจ้างต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการขนถ่าย เคลื่อนย้าย หรือขนส่งสารเคมีอันตรายดังนี้

  1. มีมาตรการป้องกันการฟุ้งกระจาย การกระเด็น หก ล้น รั่วไหล หรือตกหล่นของสารเคมีอันตราย
  2. ตรวจสอบความพร้อมของลูกจ้างที่ขับยานพาหนะและยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งให้มีสภาพสมบูรณ์และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  3. จัดให้มีคู่มือหรือข้อปฏิบัติในการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินเป็นภาษาไทยในยานพาหนะ และต้องฝึกอบรมและฝึกซ้อมวิธีการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินแก่ลูกจ้างอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  4. จัดให้มีเครื่องดับเพลิงชนิดเคลื่อนย้ายได้ที่สามารถดับไฟจากสารเคมีอันตราย รวมทั้งหน้ากากป้องกันสารเคมีอันตรายหรือเครื่องช่วยหายใจในยานพาหนะ
  5. หีบห่อหรือภาชนะบรรจุสารเคมีต้องยึดแน่นกับฐานรองรับในยานพาหนะเพื่อไม่ให้เคลื่อนที่
  6. ห้ามบรรทุกสารเคมีอันตรายที่อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันไว้รวมกันในยานพาหนะ เว้นแต่ได้จัดให้มีมาตรการขนส่งที่ปลอดภัย

ข้อ 24 ในการส่งสารเคมีอันตรายโดยใช้ท่อ นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้

  1. ใช้ท่อและข้อต่อที่แข็งแรง ไม่ชำรุด ผุกร่อน หรือรั่ว
  2. ตรวจสอบและบำรุงรักษาท่อและข้อต่อให้สมบูรณ์และปลอดภัย
  3. ติดตั้งท่อในลักษณะที่มีการป้องกันจากการชน การทับ หรือการกระแทก
  4. การวางท่อใต้ดินหรือใต้น้ำต้องใช้ท่อทนทานต่อการกัดกร่อนและมีเครื่องหมายแสดงตำแหน่ง
  5. ใช้ท่อที่มีสีหรือเครื่องหมายต่างกันในการส่งสารเคมีอันตรายที่ต่างชนิดกัน
  6. การส่งสารเคมีที่มีความร้อนต้องมีฉนวนกันความร้อนหุ้มท่อ
  7. การส่งสารเคมีไวไฟหรือระเบิดได้ต้องวางท่อให้ห่างจากแหล่งความร้อนหรือประกายไฟและต้องมีการต่อสายดินที่ท่อ

การจัดการและการกําจัด

ภาพที่ 13 : จัดการสารเคมีหกรั่วไหลตามข้อมูลความปลอดภัย

ข้อ 25 นายจ้างต้องทำความสะอาดหรือกำจัดสารเคมีอันตรายที่หก รั่วไหล หรือไม่ใช้แล้ว โดยวิธีที่กำหนดในข้อมูลความปลอดภัยตามชนิดของสารเคมีนั้น การกำจัดกากสารเคมีอันตรายหรือสารเคมีที่เสื่อมสภาพอาจทำได้โดยการเผา ฝัง หรือใช้สารเคมี ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 26 นายจ้างต้องปฏิบัติต่อหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตรายที่ปนเปื้อนและไม่ต้องการใช้แล้วดังนี้

  1. ห้ามนำไปใช้บรรจุสิ่งของอื่น และควบคุมดูแลไม่ให้ลูกจ้างนำไปใช้บรรจุสิ่งของอื่น
  2. เก็บรวบรวมไว้ในภาชนะหรือในที่ที่ปลอดภัยนอกบริเวณที่ลูกจ้างทำงาน
  3. กำจัดโดยวิธีการที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับชนิดของสารเคมีอันตรายและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การควบคุมระดับความเข้มข้น
ของสารเคมีอันตราย

ข้อ 27 นายจ้างต้องจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุม เพื่อไม่ให้มีความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินขีดจำกัดที่กำหนด

ข้อ 28 นายจ้างต้องตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษา พร้อมรายงานผลการตรวจวัดภายใน 15 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้เอง นายจ้างต้องให้ผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แล้วแต่กรณีเป็นผู้ดำเนินการให้

ข้อ 29 หากพบว่าระดับความเข้มข้นของสารเคมีเกินขีดจำกัด นายจ้างต้องใช้มาตรการทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อลดระดับความเข้มข้น พร้อมมาตรการป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสม

การดูแลสุขภาพอนามั

ภาพที่ 14 : ประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ข้อ 31 การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างในกรณีที่มีการใช้สารเคมีอันตราย

  1. การประเมินความเสี่ยง: นายจ้างต้องจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด และจัดทำรายงานการประเมินนั้น
  2. การส่งรายงาน: ต้องส่งรายงานการประเมินให้แก่อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายภายใน 15 วันหลังจากทราบผลการประเมิน
  3. การดำเนินการแก้ไข: หากผลการประเมินพบว่าอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง นายจ้างต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้สถานการณ์อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
  4. การใช้ผลการประเมิน: นายจ้างต้องนำผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย รวมทั้งการเฝ้าระวังสุขภาพของลูกจ้างอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมและปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ภาพที่ 15 : ทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน

ข้อ 32 การประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย

  1. การประเมินความเสี่ยงทุก 5 ปี: นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศกำหนดต้องประเมินความเสี่ยงในการก่อให้เกิดอันตรายและจัดทำรายงานการประเมินทุก ๆ 5 ปี
  2. การเปลี่ยนแปลงสำคัญ: หากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกี่ยวกับสถานที่ครอบครอง, รายชื่อ, ปริมาณ หรือกระบวนการผลิตสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องจัดการประเมินความเสี่ยงใหม่และจัดทำรายงานเพิ่มเติม
  3. การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์: การประเมินความเสี่ยงและการจัดทำรายงานต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด และส่งรายงานให้แก่อธิบดีภายใน 15 วันหลังจากทราบผลการประเมิน
  4. กฎหมายโรงงาน: นายจ้างที่ต้องประเมินความเสี่ยงตามกฎหมายโรงงาน ถือว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้แล้ว และต้องแจ้งผลต่ออธิบดี

ข้อ 33 แผนปฏิบัติการกรณีเหตุฉุกเฉิน

  1. การจัดทำแผน: นายจ้างต้องจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินในสถานประกอบการ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และเก็บแผนดังกล่าวไว้ในสถานประกอบการ
  2. การฝึกซ้อม: แผนต้องได้รับการฝึกซ้อมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสามารถตรวจสอบได้จากพนักงานตรวจความปลอดภัย

ข้อ 34 การฝึกอบรมลูกจ้าง

  1. การฝึกอบรมลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง: นายจ้างต้องจัดการฝึกอบรมลูกจ้างที่มีหน้าที่ควบคุมและระงับเหตุอันตราย ตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด
  2. การทบทวนการฝึกอบรม: ฝึกอบรมทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และเก็บหลักฐานการฝึกอบรมไว้พร้อมให้ตรวจสอบ

ภาพที่ 16 : กรณีเกิดอัคคีภัย ต้องรีบอพยพออกจากพื้นที่ทันที

ข้อ 35 การจัดการเหตุฉุกเฉิน

  1. หยุดการทำงานทันที: หากสารเคมีอันตรายรั่วไหล, ฟุ้งกระจาย, เกิดอัคคีภัย หรือระเบิด นายจ้างต้องสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานทันที และออกไปจากบริเวณที่อาจได้รับอันตราย
  2. การตรวจสอบและระงับเหตุ: นายจ้างต้องดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและระงับเหตุทันที

ในกรณีที่การเกิดเหตุอาจส่งผลกระทบถึงประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ให้นายจ้างดําเนินการให้มีการเตือนอันตรายให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบทราบทันที

การจัดการสารเคมีที่ปลอดภัย ต้องอาศัยการวางแผนที่ดี การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม และการอบรมพนักงานเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนในดินและน้ำ มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้งานก่อสร้างปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ซึ่ง ระบบจัดการใบอนุญาตเข้าทำงาน (EWS) ของ Jorpor Plus เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีอย่างสำคัญ เนื่องจากการทำงานในพื้นที่เสี่ยงที่มีการใช้สารเคมี จำเป็นต้องมีการขอใบอนุญาตเพื่อยืนยันว่าการทำงานนั้นเป็นไปตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนด โดยระบบนี้ช่วยให้ผู้รับเหมาและเจ้าของงานสามารถขอใบอนุญาตทำงานในพื้นที่เสี่ยงที่มีสารเคมีได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ในกระบวนการขอใบอนุญาต ผู้ปฏิบัติงานจะต้องระบุสารเคมีที่ใช้และมาตรการความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หรือการจัดการพื้นที่ให้มีการระบายอากาศที่เพียงพอ ระบบนี้ยังช่วยในการประเมินความเสี่ยงจากการใช้งานสารเคมีในแต่ละขั้นตอนของงาน ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่างานจะดำเนินไปอย่างปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตรายจากสารเคมี

ในขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบสภาพการณ์ (ESS) ของ Jorpor Plus ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถบันทึกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ทำงาน เช่น การพบสารเคมีที่ถูกจัดเก็บไม่เหมาะสม ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความเสี่ยงได้ทันที ทั้งสองระบบนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีในงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ Jorpor Plus ทั้งครอบคลุมและตอบโจทย์องค์กรต่างๆ มีทดลองให้ใช้ฟรีแล้ว  กดคลิก ได้เลย

ให้คำปรึกษาฟรี!!!

คุณชัญญา เพชรมณีโชติ (แนน
chunya@factorium.tech
061-546961

คุณนรีพร ใสสม (ส้มโอ
Nareeporn@factorium.tech
065-9647198

Website: https://www.jorporplus.com/
Facebook: https://www.facebook.com/JorPorPlus
Line Official : https://lin.ee/dOulra8
Youtube: https://www.youtube.com/playlist?list=PL0b92T8M8rKX1jrpbfpBgozl6Dk3y-nu8